ให้ลูกดูทีวีได้ไหม

  มีคนถามนิหน่ามาใน IG ค่ะ เรื่องความคิดเห็นของนิหน่ากับการให้ลูกดูทีวี ว่านิหน่าคิดยังไงและวางแนวทางยังไงกับเรื่องนี้ จริงๆแล้วนิหน่าตั้งใจตั้งแต่แรก ว่าจะไม่ให้น้องแพทดูทีวี และก็ไม่ให้ดูจริงๆนะคะ รวมถึงเกม และคลิปไอแพดอะไรใดๆด้วย เพราะอ่านเจอจากหลายที่ รวมถึงคุณหมอก็แนะนำว่า เด็กๆก่อนสองขวบ เราควรจะกระตุ้นพัฒนาการเค้าด้วยภาพนิ่งมากกว่าภาพเคลื่อนไหว ไม่ว่าสื่อเหล่านั้นจะอ้างว่า ดูแล้วลูกคุณจะฉลาด ไอคิวดีเลิศ หรือจะเป็นไอแพดเด็กก็ตาม จนประมาณขวบครึ่ง ที่นิหน่าเริ่มอนุญาตให้แพทได้ดูคลิปเพลงสั้นๆบ้างแล้ว เป็นเพลงเด็กๆ ที่มีภาพประกอบที่ไม่ได้เคลื่อนไหวรวดเร็วนัก ไม่ใช่การ์ตูนแบบทอมแอนด์เจอรี่ หรือการ์ตูนวิ่งไล่จับกันที่มีภาพเคลื่อนไหวเร็วๆ จริงๆแล้วตามตำราและคำแนะนำของหมอ เค้าก็บอกว่า ต่ำกว่าสองขวบ ไม่ควรดูทีวีเลยนะคะ ถ้าเลยสองขวบขึ้นไปก็ดูได้บ้าง แต่อย่าเกิน1ชั่วโมงหรือ 2ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งถ้าเกินกว่านั้น ก็อาจจะทำให้เด็กติดทีวี และกลายเป็นพัฒนาการทางสังคมช้าไปได้ ยอมรับเลยว่า น้องแพทเองได้รับอนุญาตให้ดูทีวีต่อเมื่อตอนทานข้าว ทานนม (ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเลย -_-') เพราะเค้าจะยุกยิิกมากเลยค่ะ ปีนเก้าอี้กินข้าวบ้าง จะทำนู่นนี่บ้าง การได้ดูรายการทีวี...

พาลูกไปตรวจสายตากันเถอะ

นิหน่าเพิ่งพาแพทไปตรวจสายตามาค่ะ เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่หลายๆคนมองข้าม จริงๆนอกจากการพาลูกไปพบหมอฟันเป็นประจำทุก6เดือนแล้ว การตรวจสายตาสำหรับลูกวัย3ขวบขึ้นไปก็เป็นเรื่องที่ควรทำ เพราะนิหน่า ตอนเด็กๆไม่เคยไปตรวจสายตาเลย จนประมาณป.3 คุณป้าพาไปตรวจกับคุณหมอท่านหนึ่ง เพราะนิหน่าชอบบ่นปวดหัว ปวดตา ปรากฏว่า ตรวจเจอว่านิหน่าเป็นโรคตาขี้เกียจ หรือว่า Lazy Eye Lazy Eye หรือตาขี้เกียจ คืออาการที่กล้ามเนื้อตาทั้งสองข้างทำงานไม่เท่ากัน ของนิหน่า ข้างซ้ายทำงานน้อยกว่าข้างขวา เป็นมานานแค่ไหนไม่รู้ แต่ความแตกต่างคือ ถ้าปิดตาซ้ายมองด้วยตาขวา จะมองเห็นตัวเล็กบนแผ่นชาร์ตตรวจตา ถึงเเถวที่ 7-8 แต่พอปิดตาขวาใช้ตาซ้ายมอง กลับอ่านได้ถึงแค่แถวที่4 เท่านั้น ตอนนั้นหมอบอกว่าถ้าไม่ดีขึ้นอาจต้องถึง กับต้องผ่าตัด สำหรับเด็กป.3...

Osaka with Patrick ตอนที่ 1

นิหน่าไปเที่ยวญี่ปุ่นมาค่ะ เป็นรอบที่สองในปีนี้แล้ว ก่อนหน้านี้ไปโตเกียวมาตอนสิงหาคม พอมาคราวนี้ เห็น Thai Air Asia X มีไฟล์ทไปลงโอซาก้า ชั้นปกติราคาดีมากๆ ลองจองเป็นแบบ Business Class ดู ราคาโอเคมากๆ สะดวกสบายทุกอย่างเลยค่ะ ลูกได้นอนสบาย มีอาหารให้ มีหมอน มีผ้าห่มให้ น้ำหนักกระเป๋าได้ 40 กิโลต่อคน ขาดแค่ PTV ซึ่งเรามีอุปกรณ์สมาร์ทโฟน ของเราเองอยู่แล้ว ก็เปิดดูได้ ขากลับไฟล์ทกลางคืน อย่าว่าแต่จะดูทีวีเลยค่ะ อาหารที่เค้ามีให้ ยังไม่กินเลย 555...

Review : Boo Boo Balm ของดีที่แนะนำให้มีติดบ้าน

ช่วงใหม่ประจำบล็อคนี้มาแล้วค่ะ ช่วงรีวิวของดีที่ควรมีติดบ้าน ไว้ใช้กับลูก อิอิอิ เนื่องจากน้องแพทนี่ตั้งแต่เริ่มเดินได้ ก็เริ่มมีรอยฟกช้ำดำเขียวบ่อยๆ ล้มบ้าง วิ่งชนนู่นนี่นั่นบ้าง นิหน่าเลยมองหายาทาแก้ฟกช้ำดำเขียว แล้วบังเอิญไปเจอ เจ้านี่เข้า ปรากฏว่าใช้แล้วประทับใจมากๆ จนอยากมาแนะนำให้ได้รู้จักกัน หลายๆคนอาจเคยเห็นหน้าค่าตามันมาบ้างตามเว็บที่เอามาขาย คุณสมบัติ ของเจ้าตัวนี้มันเริ่ดจริงๆค่ะ เจ้ายาอันน้ีชื่อว่า บูบูบาล์ม (Boo Boo Balm) มันเอาไว้ทาแก้ฟกช้ำดำเขียว โดยทางผลิตภัณฑ์บอกว่าเป็นorganic และ ไม่มีส่วนผสมของ พาราเบน, lanolin, SLS's, PEGs และ mineral oil ง่ายๆก็คือ ไม่น่าจะมีใครแพ้มันนี่ล่ะ มาดูส่วนผสมของมันบ้างค่ะ จากลิสส่วนผสมที่ให้มา มี Organic Coco...

คุณแม่ working mom

นิหน่าชอบหาอะไรอ่านไปเรื่อยๆค่ะ พอลูกหลับก็หาข่าวกีฬาอ่านบ้าง ไปหาอ่านเรื่องลูกคนอื่น โดยเฉพาะในกระทู้ห้องขานเรือนบ้าง หรือมาดูไทม์ไลน์เพื่อนๆ มีปัญหาที่นิหน่าอ่านเจอบ่อยๆ คือเรื่องของคุณแม่ที่ทำงานเต็มเวลา และต้องฝากลูกไว้กับปู่ย่าตายาย หรือพี่เลี้ยง หรือเอาไป ฝากที่เนิร์สเซอรี่ แล้วคุณแม่ก็จะมีความรู้สึกผิดว่า นี่เราทอดทิ้งลูกหรือเปล่านะคะ เราควรจะ ลาออกมาดูแลลูกเต็มเวลาหรือเปล่า จะดีกว่าไหมถ้าเราดูแลลูกเอง นิหน่าเชื่อว่า ดีกว่าแน่นอนถ้าเราสามารถดูแลลูกเองได้เต็มเวลา แต่ด้วยปัจจัย และลักษณะนิสัย ของคุณแม่แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนด้วยปัจจัยไม่เอื้ออำนวย ต้องช่วยกันทำงานในครอบครัว ก็ทำให้ต้องทำงาน ออกจากบ้านแปดโมง กลับบ้านหกโมงก็เหนื่อยใจแทบขาด หันไปมองคุณแม่ ฟูลไทม์ที่เลี้ยงลูกอย่างเดียวก็ได้แต่อิจฉา และเก็บมานอย ส่วนคุณแม่ทำงานอีกแบบคือ ทำเพราะ ทนไม่ได้ที่จะต้องอยู่บ้านเลี้ยงลูกอย่างเดียว นิหน่าคงเป็นประเภทหลัง เพราะชีวิตทำงานมาตลอด ตั้งแต่อายุ 18 ปี ทำงานแบบเสาร์อาทิตย์ก็ไม่ได้หยุดก็เคยมาแล้ว...

NINANAKA

126,355แฟนคลับชอบ
595,010ผู้ติดตามติดตาม
748,285ผู้ติดตามติดตาม

Recent Posts