ประสบการณ์เอ็นไขว้หน้าขาด ตอนที่ 3

0
781

หายไปนานหน่อย ขออภัยนะคะ แหะๆ มาเล่าต่อแล้วนะถึงตอนผ่าตัด ลองดูนะคะ

ถีงเวลาขึ้นเขียง

จากวันที่เจอคุณหมอมาจนวันนัดผ่า ประมาณเกือบๆเดือนที่ให้นิหน่ากลับไปทำใจ จริงๆแล้วนิหน่าไม่ได้กลัวอะไรเลยนะ คิดว่าก็ผ่าคลอดมาแล้วสองคน ผ่าไส้ติ่งก็เคย ผ่าเข่าก็คงเหมือนกัน เลยชิลมาก แค่พยายามทำตามที่คุณหมอบอกเรื่องฟิตกล้ามเนื้อต้นขาขึ้นมา ให้มีทุนเอาไว้ก่อนผ่า แหมแต่เอาจริงๆ เราก็ไม่ใช่นักกีฬาอาชีพ กล้ามเนื้อต้นขาไม่ได้มีให้ฝ่อมากอยู่แล้ว ส่วนใหญ่น่าจะไขมันมากกว่า แฮ่…

ความพีคมาอยู่ที่วันสองวันก่อนผ่า นิหน่าคิดว่าอยากเขียน Blog เอาไว้เพื่อเป็นความรู้ให้กับคนอื่นๆในเรื่องของการผ่าตัดเอ็นไขว้หน้า เลยไปหาข้อมูลในเนตมาอ่าน อ่านไปเริ่มรู้สึกกลัว มีคนบอกมันปวดมาก ปวดจนต้องร้องขอยา บางคนบวมมาก เป็นนู่นนี่นั่น ยิ่งอ่านยิ่งนอย สุดท้ายเหมือนคุณหมอรู้ว่าเราจะนอย คุณหมอส่งข้อความมาบอกว่า “ไม่ต้องกังวลนะ ที่นี่เค้าทำเป็นอาชีพ555” คืนนั้นเลยหลับได้ลง

เช้าวันผ่า นิหน่ามาโรงพยาบาลแต่เช้า โดยงดน้ำงดอาหารไปตั้งแต่ 6โมงเช้า เพื่อเตรียมตัวผ่าตอนบ่าย ไปถึงก็ตรวจร่างกาย X-rayปอด แล้วเตรียมให้น้ำเกลือรอ คุณหมอจะส่งทีมมามาร์คขาข้างที่ผ่า คุณหมอกานต์ที่เป็นวิสัญญีแพทย์มาตรวจร่างกายอีกรอบ โดยการผ่าครั้งนี้เป็นแบบบล็อคหลัง ซึ่งนิหน่าบอกคุณหมอเลยว่า หนูขอหลับนะคะ ไม่ขอรับรู้ใดๆ เพราะจริงๆถ้าบางคนใจแข็งพอ จะขอไลฟ์ดูวิดีโอผ่าไปพร้อมหมอเลยก็น่าจะได้ แต่ทางนี้ขอบายค่ะ ขอหลับแล้วตื่นมาเสร็จเลย 55555

ตอนไปนอนรอที่ห้องผ่าตัด ตื่นเต้นนิดหน่อย ความนอยมาก่อกวนเป็นระยะๆ จริงๆคือกลัวปวดหลังผ่ามากกว่า ถามๆเลียบๆเคียงๆคุณหมอไป คุณหมอเลยบอกว่าไม่ต้องห่วง หมอจะทำให้ขาข้างที่ผ่าชาไว้ก่อน24ชั่วโมง จะข้ามช่วงพีคสุดของความปวดไปแล้ว หลังจากนั้นจะปวดแบบทนได้ ใช้ยาลดปวดธรรมดาเอาอยู่แล้ว ฟังแล้วก็ โอเค สบายใจละ คุณหมอโต้งเลยบอกว่า นิหน่าหลับน้า ตื่นมาก็เสร็จเรียบร้อยละ ไม่ต้องกลัว (ย้ำหลายรอบมาก คงรู้ว่านิหน่านอย555)

หลังจากนั้น นิหน่าก็วูบ หลับไปเลย ความพีคอีกอันคือ ระหว่างผ่าตัด ดันตื่นค่ะ 55555 คือยามันน่าจะเป็นยานอนหลับไง ทีนี้เราตื่นตอนผ่า แต่ไม่รู้สึกอะไรนะ ได้ยินแค่เสียง ตอนนั้นคิดว่า เฮ้ยยย ตื่นมาทำไม หลับต่อ หลับต่อ แล้วก็หลับต่อไปจริงๆ 55555555 สุดท้ายตื่นมาอีกทีคือย้ายไปห้องพักฟื้นละ นอนหนาวนิ่งๆอยู่บนเตียง รอย้ายกลับห้อง ตอนนั้นคือ ฤทธิ์บล็อคหลังยังอยู่ ขาไม่รู้สึกเลยสองข้าง เหมือนขาหายไป แต่ผงกหัวไปมอง ก็เออ ขายังอยู่ ข้างที่ผ่าก็พันผ้าไว้ ไม่บวมเท่าไหร่ ตอนแรกเพื่อนขู่มาว่า ตื่นมาจะตกใจเพราะขาจะบวมมาก อันนี้ไม่บวมแฮะ

กลับมาที่ห้อง สติกลับมาสมบูรณ์ละ เปิดโทรศัพท์ดูพบข้อความหลั่งไหลมาให้กำลังใจ ต้องขอบคุณมากๆเลย นิหน่าต้องนอนอยู่บนเตียงไปอีกจนกว่าร่างกายช่วงสะโพกจะรู้สึก จะกิน จะปัสสาวะ ก็ต้องบนเตียง ฮืออออ รู้ถึงความลำบากของคนที่ไม่สบายแล้วต้องนอนบนเตียงเฉยๆเลย มันลำบากและอึดอัดมาก

วันรุ่งขึ้น ขาซ้ายเริ่มกลับมารู้สึกปกติ ขาขวายังบล็อคไว้อยู่ ยังคงต้องอยู่บนเตียง ตอนสายๆคุณหมอมาเยี่ยมพร้อมกับแกะผ้าพันขาออก คุณพระ… แผลเล็กมาก สามรูเล็กๆ มีรูที่สี่ที่เล็กมากๆข้างๆขาอีกรูเดียว คุณหมอแปะพลาสเตอร์กันน้ำไว้ให้ แล้วบอกว่า อาจจะเริ่มปวด แต่จะปวดแบบทนได้นะ แล้วเราจะเริ่มกายภาพกัน

พอตกบ่ายวันนั้น ขาเริ่มรู้สึกมากขึ้น คุณหมอพิเชษฐ์ ที่ดูด้านกายภาพแวะมาดู พร้อมกับพี่อุ๊ นักกายภาพ พี่อุ๊แนะนำเรื่องกายภาพเบื้องต้น คือการกระดกเท้าขึ้นลง การค่อยๆลากงอเข่าเข้ามาโดยส้นเท้าติดกับเตียงไว้ แล้วการเหยียดเข่าให้ตรง เอาแค่นี้ก่อน ฟังดูเหมือนง่าย แต่ตอนนั้นขาเรามันหนัก แค่กระดกเท้ายังแอบยาก นิหน่าก็หมั่นทำไปเรื่อยๆ ให้เลือดมันไหลเวียนดี แล้วก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ วันที่สองหลังผ่า ก็สามารถงอเข่าได้80องศา และยกขาเองได้ ลุกขึ้นเดินโดยใช้ไม้เท้า และมี Knee Brace ใส่ไว้ เดินได้รอบๆวอร์ดพี่อุ๊ชมว่าเราทำได้ดี ฟื้นตัวเร็ว ทำให้มีกำลังใจมากขึ้นเยอะเลย

ส่วนเรื่องความปวด เอาจริงๆไม่โหดอย่างที่คิด มันปวดเหมือนเราไปเดินมานานๆแล้วปวดขา ไม่ได้ปวดทุรนทุรายเหมือนที่เคยอ่านเลย ชิลมาก ทานพาราลดปวดไปก็เอาอยู่ ทำให้สุดท้ายรู้สึกเลยว่าการผ่าตัดครั้งนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลย แต่เส้นทางการกายภาพที่รออยู่ข้างหน้านี่สิ ท่าทางจะอีกยาว ><

นิหน่าต้องขอบคุณทีมของคุณหมอพรเทพ ม้ามณี คุณหมอกานต์ คุณหมอพิเชษฐ์ ทีมพยาบาลตึกD ชั้น 7 และทีมโรงพยาบาลกรุงเทพทุกคน รวมถึงพี่อุ๊ นักกายภาพที่ดูแลนิหน่าอย่างดีนะคะ

ตอนต่อไปเรื่องกายภาพ รอหน่อยนะคะ ขอไปเก็บประสบการณ์การกายภาพมาก่อนแล้วจะมาเล่าให้ฟังทีเดียวนะ 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here